2 เซียนหุ้น มองวิกฤติหนี้ยุโรปรุนแรงน้อยกว่าวิกฤติซับไพร์มปี 51 ประเมินหุ้นไทย 1-6 เดือนข้างหน้าผันผวนหนัก ขึ้นอยู่กับความชัดเจนการแก้หนี้ยุโรป ให้กรอบดัชนี 950-820 จุด แนะลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจภายในประเทศ เตือนนักเก็งกำไรระวังการลงทุน

เมื่อวันที่ 12 ต.ค. นายสุชีล นารูลา กรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวถึงทิศทางตลาดหุ้นในช่วง 1 เดือนนับจากนี้ว่าจะมีความผันผวนอย่างมาก โดยขึ้นอยู่กับความชัดเจนในแผนแก้ปัญหาหนี้ของยุโรปที่จะต้องเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นภายใน 1 เดือนข้างหน้านี้ ก่อนการประชุมจี 20 ในช่วงวันที่ 3-4 พ.ย. ทั้งการลดหนี้ให้กรีซ และการเพิ่มทุนของธนาคารยุโรป หากภายในต้นเดือนพ.ย.นี้ยังไม่มีความชัดเจน ทางกสิกรไทยอาจต้องปรับมุมมองและประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจและดัชนีหุ้นไทยลง

"ภายใน 1 เดือนนี้ ผู้นำชาติยุโรปต้องมีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาแล้วว่าจะลดหนี้ให้กรีซเท่าไหร่ และจะต้องเพิ่มทุนให้ธนาคารในยุโรปเท่าไหร่ มากพอที่จะหยุดปัญหาได้หรือไม่ และจะเอาเงินมาจากที่ไหน รวมทั้งหากมีความตื่นตระหนกในการแห่ถอนเงินของประชาชน ต้องมีมาตรการออกมาสร้างความมั่นใจที่ทำให้คนหายตื่นตระหนกได้"

นายสุชีล กล่าวต่อว่า ได้ประเมินความเสี่ยงของตลาดหุ้นในกรณีต่างๆ ในช่วง 1 เดือนข้างหน้านี้ว่า ดัชนีจะแกว่งตัวผันผวนขึ้นลงในช่วง 812-950 จุด ขึ้นอยู่กับข่าวความคืบหน้าและความขัดแย้งในการแก้ปัญหา โดยที่ระดับ 812 จุด เป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง อิงP/BV หรือราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีเฉลี่ยของตลาดที่ 1.5 เท่า ซึ่งเป็นระดับราคาที่ตลาดรองรับได้ในช่วงที่เกิดวิกฤติหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงเกิดปัญหาซับไพร์มในปี 51 ที่หนักหนามากครั้งนี้ ราคาหุ้นร่วงลงจน P/BV ต่ำกว่า 1.5 เท่า แต่ก็ตีกลับขึ้นมาได้และไม่เคยต่ำลงไปกว่านั้นอีกเลย ขณะที่กสิกรไทยมองว่าวิกฤติครั้งนี้ไม่น่ารุนแรงเท่าช่วงเกิดปัญหาซับไพร์ม แต่หากเกิดกรณีเลวร้ายสุดคือ วิกฤติหนี้ยุโรปลุกลามยืดเยื้อ ทำให้ขนาดของปัญหาใหญ่ขึ้น ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสดิ่งลงหนักไปที่ระดับ 730 จุด เพราะจะทำให้กระแสเงินทุนไหลกลับไปยังยุโรปและสหรัฐฯ แต่จะมีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 10% ที่กรณีเลวร้ายสุดจะเกิดขึ้น แต่ยังมองว่ากรณีเลวร้ายสุดนี้จะยังคงดีกว่ากรณีเลวร้ายสุดช่วงที่สหรัฐฯเกิดปัญหาซับไพร์ม

ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนช่วง 1 เดือนนี้ หากดัชนีขึ้นไปใกล้ 950 จุด ก็ควรขายทำกำไรไปก่อน และกลับไปซื้อได้หากดัชนีร่วงลงไปที่ 812-820 จุด เพราะหากเรามองทิศทางผิด แต่ราคาหุ้นในระดับนี้ถือว่าราคาไม่แพงและความเสี่ยงต่ำมากแล้ว โดยหุ้นแนะนำลงทุนให้เน้นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการใช้จ่ายภายในประเทศ

"ช่วงวิกฤติซับไพร์ม สหรัฐฯใช้เงินอุดหนุนเพิ่มทุนสถาบันการเงิน 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากมูลค่าความเสียหาย 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 9.8% ของจีดีพี แต่ครั้งนี้ไอเอ็มเอฟประเมินความเสียหาย 200,000 ล้านยูโร และนักเศรษฐศาสตร์อื่นๆ มองว่าความเสียหายสูงสุดอยู่ที่ 400,000 ยูโร หรือประมาณ 520,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 2.9% ของจีดีพียุโรป เราจึงมองว่าขนาดความเสียหายครั้งนี้เล็กกว่า แต่หากปล่อยให้ยืดเยื้อ ปัญหาจะขยายใหญ่ขึ้นและลุกลามไปภาคประชาชน แต่หากมีแนวทางแก้ปัญหาชัดเจน คลี่คลายความกังวลของนักลงทุนลงได้ เงินทุนมีโอกาสไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย"

นายสุชีล กล่าวด้วยว่า ต้นเดือนพ.ย.หลังเห็นภาพชัดเจนของยุโรปแล้ว ไม่ว่าจะไปในทางบวกหรือด้านลบ ทางกสิกรไทยจะมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจและตลาดหุ้น รวมทั้งกำไรของบริษัทจดทะเบียนของทั้งปีนี้และปีหน้า โดยคาดว่าจะเป็นการปรับลดลงจากประมาณการเดิม ทั้งปัญหาผลกระทบจากเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปที่ชะลอตัว และผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมในประเทศ ทั้งนี้เดิมคาดการณ์เป้าหมายดัชนีสิ้นปี 54 อยู่ที่ 1,100 จุด EPS อยู่ที่ 29.8% ขณะที่ปี 55 ประมาณการจีดีพีอยู่ที่ 4.5% เป้าหมายดัชนีอยู่ที่ 1,300 จุด และ EPS อยู่ที่ 14.2%

ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนข้างหน้าจากปัจจุบันถึงไตรมาสแรกของปีหน้าว่า ตลาดหุ้นไทยจะมีความผันผวนแกว่งตัวขึ้นลงสูงมากจากตัวเลขเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐฯ และจีน ซึ่งจะรายงานออกมาไม่ค่อยดี และนักวิเคราะห์จะเริ่มปรับประมาณการตัวเลขต่างๆลง สร้างแรงกดดันให้กับตลาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่เข้าสู่ภาวะการถดถอยรอบ 2 และปัญหารอบนี้ไม่รุนแรงเท่าช่วงวิกฤติซับไพร์ม ที่ปัญหามีความซับซ้อนมากกว่า แต่ยุโรปบางประเทศอาจมีเศรษฐกิจถดถอย ส่วนเศรษฐกิจของไทยนั้นไม่น่าห่วง เพราะมองว่ารัฐบาลยังมีกระสุนในมือกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกมาก ขณะที่ยังมีหนี้น้อย การขาดดุลงบประมาณยังไม่สูงมาก ขณะที่ยังมีงบที่ต้องนำมาใช้ในการบูรณะฟื้นฟูน้ำท่วม รวมทั้งนโยบายประชาชนและการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ แม้การส่งออกอาจชะลอตัวลงบ้าง แต่จะไม่ถึงกับทำให้เศรษฐกิจประเทศถดถอย แต่มองว่าระยะยาวหลังจากช่วง 6 เดือนข้างหน้าไปแล้ว ทุกอย่างน่าจะเริ่มดีขึ้น ตลาดหุ้นก็น่าจะไปได้ดี

สำหรับในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ นักลงทุนระยะสั้นต้องระมัดระวังการลงทุนให้หนัก เพราะมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก ขึ้นอยู่กับมุมมองของนักลงทุนเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกและข่าวต่างๆที่เข้ามากระทบ โดยหากมองว่าไม่ถดถอยเพียงแค่ชะลอตัว ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้ยังมีโอกาสขึ้นมายืนระดับ 1,000 จุดได้ แต่คงไม่ขึ้นไปตามเป้าเดิมที่ระดับ 1,180 จุดได้ แต่หากนักลงทุนมองว่าถดถอยไม่มากดัชนีอาจลงไปที่ 850 จุด แต่หากถดถอยรุนแรงดัชนีจะลงไปต่ำกว่าระดับดังกล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ปัญหาน้ำท่วมในประเทศ ลุกลามจนกระทบต่อภาคการผลิตของอุตสาหกรรม ประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างน้อย 100,000 ล้านบาท หรือ1%ของจีดีพี ถือว่าเป็นระดับความเสียหายที่รับได้

“หากน้ำท่วมไม่เข้ากรุงเทพฯ ผลความเสียหายของน้ำท่วมต่อการขยายตัวเศรษฐกิจขณะนี้ยังรับได้ เพราะความเสียหายจากน้ำท่วมที่มีต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะได้รับการชดเชยจากผลดีกรณีภาษีนิติบุคคลลดลงเหลือ 23% ดังนั้นปีหน้าจึงจะยังเห็นบจ.มีการเติบโตทางด้านกำไรอยู่” นายไพบูลย์ กล่าว

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet