เกลือ-กิตติ เผยคดีฟ้องแย่งลูก-ศาลนัดไกล่เกลี่ยเดือน ธ.ค. ยันสู้เท่าที่พ่อคนหนึ่งจะทำได้ พร้อมรับคำด่า วอนขอเรื่องเงียบ-อย่าวิจารณ์ลูก รับเสียใจไม่ได้เจอหน้าลูกเกือบ 4 เดือน เผยเป็นต่อจบด้วยรักสิ้นปีนี้...

เชื่อว่าเรื่องการฟ้องร้องแย่งลูกเป็นสิ่งที่ไม่มีครอบครัวไหนอยากให้เกิดขึ้น สำหรับนักแสดง นักเขียนบท “เกลือ-กิตติ เชี่ยววงศ์กุล” ก็เช่นกัน ในเรื่องของคดีความนี้ เจ้าตัวเผยให้ฟังว่า ไม่มีพ่อคนไหนที่ไม่อยากให้ลูกอยู่กับตัวเอง เราคงต้องต่อสู้เรื่องนี้ให้มากที่สุดเท่าที่พ่อจะทำได้ เดือน ธ.ค. จะมีการไกล่เกลี่ย แต่ก็ยังไม่ไฟนอล ข่าวที่ออกมามีผลกระทบอยู่แล้ว แต่ไม่เป็นไร ทนได้ ด่าก็ได้ ตนเป็นคนสาธารณะ แต่ลูกไม่ใช่ อยากให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ต้องโดนวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ซึ่งส่วนตัวยังไงก็ได้ อยากให้เรื่องนี้เงียบที่สุด เพราะไม่ดีกับเด็ก หากจะวิจารณ์ตน เชิญเลย รู้สึกเสียใจหากไม่ได้อยู่กับลูก เผยไม่ได้เจอหน้าลูกมาประมาณ 3-4 เดือน เคยคิดถึงจนร้องไห้ พร้อมกันนี้เจ้าตัวยังเปิดใจถึงซิทคอมดัง ''เป็นต่อ'' ที่มีคราวต้องอวสานในสิ้นปีนี้ด้วย ขณะมาร่วมบันทึกเทปรายการโชว์มีเฮ กับกิจกรรม “โชว์มีเฮ อาสาพายิ้ม” ณ ศูนย์พักพิงราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก

ถามถึงเรื่องเป็นต่อที่จะจบสิ้นปีนี้? “สิ้นปีนี้เป็นต่อก็จะไปแล้ว” ในฐานะคนเขียนบท ยากไหมที่จะทำให้มันดี? “ยากครับ ทั้งในแง่จะจบได้ยัง และจะทำใจให้จบได้ยังไง ก็ทั้ง 2 เรื่องครับ” ตอนนี้เรียกว่าเครียดเลย? “ไม่เครียด คือในแก๊งเป็นต่อเป็นแก๊งที่สบายๆ อยู่แล้ว เรารู้ว่าเรารักกัน ยังไงก็เจอกันอยู่แล้ว แต่ก็เสียดายเรื่องราวที่เราร่วมสร้างมา 7 ปี มันไม่ใช่การเขียนบทคนเดียว ไม่ใช่ผู้กำกับ มันเป็นเรื่องราวของนักแสดง ของโปรดิวเซอร์ที่มันมารวมกัน มาสร้างงานชิ้นนี้ที่มีเวลาถึง 7 ปี มันเหมือนใจหาย หวิวๆ” ตอนนี้ขมวดยังไง เพราะสิ้นปีก็ใกล้มาทุกที? “ก็งวดเลย ขมวดยับเยินเลย ก็จะให้มันจบในแบบที่จะจบยังไงให้เป็นแบบเป็นต่อ” ทีมนักแสดงมีเสียใจบ้างไหม? “มี ก็จะมีแก็งเซนซิทีฟ อย่างเช่น พิมพ์จะเป็นคนที่อ่อนไหวมาก พอรู้เรื่อง แรกๆ พิมพ์ก็ร้องไห้ พี่กิ๊กก็จะคอยสอนว่ามีพบก็มีจาก มันเป็นสัจธรรม เราไม่จากกันวันนี้ ต่อไปก็ต้องจาก วันนี้ก็ยังดีที่มันมีการเตรียมตัวตั้งนาน ดีกว่าฟ้าผ่าแล้วจากกันไปเลย ยังมีเวลาได้คุยกัน ได้ทำใจ”

มีการคุยก่อนออกแต่ละเทปไหมว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง? “มีครับ เราก็คุยปรึกษากับผู้กำกับกับ พี่บอย ว่าเส้นมันต้องไปอย่างนี้ ก็พยายามให้มันแฮปปี้ที่สุด ในกลุ่มก็มีถามนะว่าจะจบยังไง ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะจบยังไง แต่มันก็ยังมีคร่าวๆ ในหัว แต่คงไม่หักมุม” แฟนละครก็ไม่อยากให้จบ? “พวกเราก็ไม่อยากครับ (หัวเราะ) แต่มันก็เป็นธรรมชาติของรายการทีวี ที่มันมีเกิดแล้วก็ดับไป แต่พี่บอยพูดมาคำหนึ่งดีมาก คือ มันอาจจะดีก็ได้ที่เราจบไปในแบบที่ทุกคนยังรักเราอยู่ อย่างน้อยครั้งหนึ่ง เราเคยยิ้มด้วยกัน แล้วไม่เคยเสียใจที่จะบอกว่าครั้งหนึ่ง เราเคยทำซิทคอมเรื่องเป็นต่อแล้วทุกคนรักมัน”

ตอนนี้เรามีซิทคอมที่จะทำคล้ายๆเป็นต่อไหม? “มีซิทคอมครับ ก็มีอยู่ในหัวบ้าง ซึ่งเป็นทีมงานเดิม แต่นักแสดงก็จะแยกกันไปบ้าง ถ้าเปลี่ยนเรื่องแล้ว ทีมนักแสดงเป็นต่อเล่นเหมือนเดิม ก็ไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องดีกว่า มันก็ต้องมี ตอนนี้ทุกคนก็มาหวิวว่าเรื่องใหม่มีหรือเปล่า คือมันยังไม่ได้เริ่ม แค่คิดไว้ในหัว แต่ยังไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่มี คือตอนนี้นักแสดงก็เริ่มเอาใจเราเป็นพิเศษ เริ่มมากางคิวให้ดู พอมีฉากที่เอื้อให้เกิดการแสดงที่ดีก็จะเล่นกันสุดฤทธิ์ เพื่อให้เห็นศักยภาพ ช่วงนี้ก็ไม่มีใครยอมตาย ไม่มีบทให้พูดก็พูด เอาให้สาแก่ใจกันไป 4 ตอนสุดท้ายก็เล่นกันแบบเอาตาย น้ำท่วมก็ยังถ่ายกันอยู่เลย” แล้วน้ำท่วมมีปัญหาไหม? “น้ำท่วมสตูดิโอ ตอนนั้นแว่วๆ ว่าน้ำจะท่วม ทุกคนก็กลัว เราก็ไปถ่ายกันเอสพลานาด ในออฟฟิศที่รัชดาลัย เรามีอะไรก็ถ่ายจากตรงนั้น คิดตรงนั้น เล่นตรงนั้น เพื่อให้คนดูได้รับความสนุกสนาน เราจะไม่รีรัน น้ำท่วมก็ไม่กลัว มีนักแสดงมานอนที่ออฟฟิศก็มี เพราะต้องถ่ายละครพรุ่งนี้ เป็นศูนย์พักพิงรัชดาลัย” ไม่มีอัดเป็นเทปเหรอ? “มีครับ แต่ใช้ไปหมดแล้ว เพราะเขาบอกให้เฝ้าระวัง เราเลยหยุดถ่าย พอหยุดถ่าย น้ำก็ยังไม่มา แต่พอถึงคิวจะถ่าย น้ำมาแล้ว เราเลยต้องจัดการไปบ้างครับ”

ถามถึงเรื่องที่มีการฟ้องร้องแย่งลูกบ้าง จริงๆ ลูกอยากอยู่กับเราไหม? “ไม่มีพ่อคนไหนที่ไม่อยากให้ลูกอยู่กับตัวเอง” เราต่อสู้เรื่องนี้ขนาดไหนให้เขาอยู่กับเรา? “คงต้องมากที่สุด เท่าที่พ่อจะทำได้ เดือน ธ.ค. จะมีการไกล่เกลี่ย แต่ก็ยังไม่ไฟนอลนะ” ถ้าไม่จบเรื่องก็จะยืดยาวไหม? “ก็ต้องยืดยาวไป เพราะคดีพวกแบบนี้ก็ยาวครับ” ทางด้านนั้นเรียกร้องเยอะไหม? “ตอบไม่ได้ครับ อยู่ในรูปคดีครับ” ปัญหานี้ทำให้เราเสียสมดุลมากไหม? “ก็ไม่รู้ เพราะปกติเสียอยู่แล้ว ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไปครับ” ข่าวที่ออกมามีผลกระทบไหม? “มีอยู่แล้วครับ แต่กับผมไม่เป็นไร เพราะผมทนได้ ด่าผมก็ได้ แต่เราก็ต้องฟังแล้วต้องมาวิเคราะห์ ไม่ใช่คนด่าเรา ทำไมต้องด่าเรา ก็ต้องมานั่งคิด หรือเราเป็นอย่างนั้น ถ้าเราเป็นอย่างนั้นมันก็แก้ไขได้นี่ แต่ว่าเราไม่อยากให้เล่นกันแบบนี้ คือ ผมเป็นคนสาธารณะ แต่ว่าลูกผมไม่ได้เป็นบุคคลสาธารณะ และผมก็อยากให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ต้องโดนวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ในหน้าที่ของพ่อ ตอนนี้น้องก็ 1 ขวบ 7 เดือน ซึ่งตัวผมยังไงก็ได้ คือตัวผมก็อยากให้เรื่องนี้มันเงียบที่สุด เพราะมันไม่ดีกับเด็ก วิจารณ์ผมเชิญเลย”

เพื่อนร่วมงานให้กำลังใจยังไงบ้าง? “ก็มีตลอดครับ (หัวเราะ) ก็ตามเรื่อง ข่าวไม่ได้บั่นทอนความรู้สึกอะไร” แต่ส่วนมากลูกจะตกอยู่กับแม่นะ?  “ถ้าศาลเห็นว่าจะเป็นอย่างนั้น ก็ต้องยอมรับในการตัดสินใจของศาลครับ ทุกอย่างเราคิดแค่ว่าทุกวันนี้ให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุดครับ ถ้าทุกคนมองเห็นว่าเขาอยู่กับแม่ดีกว่า ผมก็จะไม่ขัด แต่ว่าผมก็เสียใจ ไม่เป็นไร” สมมติว่าอยู่กับแม่จริงๆ เราจะมีข้อเรียกร้องอะไรไหม? “ก็ไกล่เกลี่ยครับ” ช่วงนี้ได้เจอลูกไหม? “ไม่ได้เจอครับ ก็ประมาณ 3-4 เดือนครับ” เคยคิดถึงจนร้องไห้ไหม? “ถ้าไม่เมาก็ไม่ร้องครับ”

Comment

Comment:

Tweet