ธปท.แนะ กยอ.ออกพันธบัตรเงินบาทกู้เงินในประเทศ แทนกู้จากทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ เพราะต้นทุนดอกเบี้ยในประเทศ 10 ปีต่ำกว่า มองไตรมาสแรกปีหน้า เศรษฐกิจเริ่มฟื้น แต่หากไม่ฟื้น หรือความเชื่อมั่นทรุด กนง.พร้อมลดดอกเบี้ยฯ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงแนวทางการระดมเงินทุนเพื่อฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วมของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่มี นายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน ซึ่งมีแนวคิดที่จะกู้เงินส่วนหนึ่งจากทุนสำรองทางการระหว่างประเทศมาใช้จ่าย ตามแผนการฟื้นฟูประเทศ ว่า ในขณะนี้ หากพิจารณาต้นทุนการกู้ยืมในตลาดการเงินของประเทศไทยแล้ว ตนเห็นว่าการออกพันธบัตรรัฐบาลระดมเงินบาทจากในประเทศ จะเป็นแนวทางที่เหมาะสมมากที่สุด มากกว่าการกู้เงินเป็นเงินตราต่างประเทศ หรือดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากหากพิจารณาจากค่าความเสี่ยงเครดิตในการให้กู้เงินของประเทศไทยในขณะนี้ หากออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินจากในประเทศ อายุ 10 ปี ทันที รัฐบาลจะเสียดอกเบี้ยในอัตรา 3.44% เท่านั้น แต่หากรัฐบาลตัดสินใจกู้เงินเป็นเงินตราต่างประเทศจากตลาดการเงินโลก จากเครดิตของประเทศขณะนี้ จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตรา 4.3% ซึ่งถ้ากู้จาก ธปท.เป็นเงินตราต่างประเทศก็จะเสียดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งเท่ากับรัฐบาลต้องกู้เงินแพงกว่าการระดมเงินบาทในต่างประเทศ นอกจากนั้นตาม พ.ร.บ.ธปท.ปี 2551 ที่ใช้ในปัจจุบัน ธปท.ไม่สามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยตรง หรือซื้อตลาดแรกได้อยู่แล้ว และแม้ว่าจะแก้กฎหมายให้ทำได้ ก็ต้องเสียอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าระดมเงินบาทในประเทศ ดังนั้น เมื่อสภาพคล่องในประเทศมีสูงมาก ที่ผ่านมา ธปท.ก็ดูดซับสภาพคล่องเข้ามาต่อเนื่อง ขณะที่ระบบธนาคารพาณิชย์ก็มีสภาพคล่องในมือมากกว่า 2 ล้านล้านบาท การระดมเงินบาทในประเทศ น่าจะป็นทางเลือกที่ดีกว่าการดึงทุนสำรองทางการระหว่างประเทศไปใช้

“หากรัฐบาลตกผลึกแล้วว่าจะใช้โครงการอะไร จะสร้างเขื่อน หรือฟลัดเวย์ ใช้เงินทุน 4-8 แสนล้านบาท ก็สามารถที่จะออกพันธบัตรระดมทุนเป็นช่วงๆ ในตลาดการเงินได้ ซึ่งจะทำให้ตลาดการเงินในประเทศไม่กระเพื่อมมากเกินไปในแต่ละช่วง นอกจากนั้น ธปท.ในฐานะผู้ดูแลเงินในระบบ หากช่วงไหนสภาพคล่องในตลาดตึงตัวมากเกินไปจากการกู้เงินจากภาครัฐ ธปท.ก็สามารถปล่อยสภาพคล่องเข้าระบบเพิ่มเติมได้”

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ในช่วงต้นปีหน้าซึ่งจะเป็นช่วงที่น้ำท่วมลดลงแล้ว ซึ่งจะอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูประเทศตามแผนงานของ กยอ. ทำให้มีเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ขณะเดียวกัน ในภาคเอกชนเอง การซ่อมแซมบ้าน รถยนต์ และซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ ซื้อรถยนต์ หรืองานแต่งงาน งานสัมมนาที่เลื่อนออกไป จะทำให้การใช้จ่ายในภาคเอกชนกลับมาเช่นกัน ทำให้ไตรมาสแรกของปีหน้า เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวจากการใช้จ่ายในประเทศ ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชน หลังจากตรวจสอบความเสียหาย และซ่อมแซมสั่งน้ำเข้าเครื่องจักรจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปี เป็นต้นไปจนถึงไตรมาสที่ 4 ซึ่งทั้งสองแรงจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้า

“ในส่วนของ ธปท.นั้น ในขณะนี้เมื่อเสถียรภาพของเงินเฟ้อในระยะต่อไปอยู่ในเกณฑ์ที่ดี หลังจากที่ในปีที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อและการคาดการณ์เงินเฟ้อมาได้ระยะหนึ่งแล้ว โดยในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 3.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปีหน้าที่ ธปท.ประมาณการไว้อยู่ที่ 3.5% เช่นกัน ทำให้ยังมีพื้นที่ที่ ธปท.จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หากเห็นว่าแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะไม่เป็นตามคาด หรือหากบรรยากาศ และความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทยไม่กลับมาโดยเร็วหลังน้ำลด ธปท.อาจจะต้องช่วยกระตุ้นเพิ่มบางอย่าง เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ซึ่งเรื่องนี้ กนง.กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อถึงสถานการณ์ในต่างประเทศว่า ในขณะนี้ปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรป ซึ่งยังไม่มีทางแก้ไขที่ชัดเจน ดังนั้น นักลงทุนส่วนใหญ่อยากจะลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอยู่ และเงินดอลลาร์ก็ยังเป็นเงินที่มีความมั่นคงมากกว่าเงินในสกุลอื่นๆ ของโลก ดังนั้น ในช่วงนี้นักลงทุนจะลดการถือครองสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงในประเทศเกิดใหม่ เช่น ประเทศไทยต่อไปอีกระยะ ส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง แต่อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทในระดับ 30.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ นั้น ยังถือว่าไม่น่าเป็นห่วง เพราะ ธปท.อาจจะมีความเป็นห่วงหากเงินบาทมีทิศทางแข็งขึ้นมากกว่า

ต่อข้อถามที่ว่า เงินจากบริษัทประกันภัยต่างชาติที่จะไหลเข้ามาจากการรับเคลมประกันภัยของโรงงานในประเทศไทยที่ถูกน้ำท่วมนั้น จะทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นรวดเร็วในระยะต่อไปหรือไม่ นายประสาร กล่าวว่า หากเงินเข้ามาเป็นจำนวนมากในระยะสั้น อาจจะมีผลบ้าง แต่ ธปท.ก็มีหน้าที่ดูแลความผันผวนให้กับระบบอยู่แล้ว และในช่วงจากนั้น เงินต่างประเทศที่เข้ามาจากประกันก็จะถูกใช้ไปในการซื้อเครื่องจักรใหม่มาทดแทนเครื่องจักรที่จมน้ำ ซึ่งเงินส่วนนั้นก็จะไหลออกไปนอกประเทศอีกครั้งหนึ่ง.

Comment

Comment:

Tweet