"กงกฤช" ฟันธง พ.ร.ฎ.อภัยโทษส่อเค้ารุนแรงอีกรอบ เผย 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำธุรกิจท่องเที่ยวกระเป๋าแฟบหลายแสนล้านบาท เชื่อ มีโอกาสปฏิวัติทุกระยะ แนะย้ายเมืองหลวงไปสระบุรี เพื่อแยกกิจกรรมทางการเมือง

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 20 พ.ย. นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานฝ่ายนโยบายสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงร่าง พ.ร.ฎ.อภัยโทษว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวกับทุกสถานการณ์ ที่ทำให้ภาพพจน์ของประเทศดูเป็นอันตราย โดยเฉพาะที่ผ่านมา 3 ปี มีบทเรียนของความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง ก่อให้เกิดผลลบอย่างมากต่อการท่องเที่ยวของประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวหายไปช่วง 2-3 ปีนี้ ประมาณ 2-3 ล้านคน นับเป็นเงินหลายแสนล้านบาท ตนคิดว่าสิ่งใดก็ตามที่รัฐบาลพยายามทำ ขอให้หลีกเลี่ยงถึงสาเหตุที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงทางการเมือง เกิดขึ้นอีกครั้งในประเทศไทย เพื่อให้อุตฯซึ่งกำลังฟื้นตัวได้ในปี 2554 ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา เอกชนภาคการท่องเที่ยวไม่ได้ปรับราคาค่าบริการ ในขณะที่นโยบายของภาครัฐพยายามจะให้ผู้ประกอบการขยับราคาในสิ่งต่างๆ รวมทั้งต้นทุนค่าแรงงานที่รัฐพยายามจะสนับสนุนให้เกิดการจ้างแรงงานใน อัตราที่สูงขึ้น ตรงนี้จะสวนทางภาวะของบรรยากาศทางการท่องเที่ยว ฉะนั้นตนคิดว่า พ.ร.ฎ.อภัยโทษอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงได้อีกครั้งหนึ่ง สำหรับประเทศไทย หากเป็นไปได้อยากจะขอให้รัฐบาลช่วยสร้างบรรยากาศทางการท่องเที่ยว ลดความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมฯ และบรรยากาศทางการท่องเที่ยวของประเทศไทยในภายภาคหน้า เพื่อให้ภาคธุรกิจทางการท่องเที่ยวที่ลำบากมาตลอด 3 ปี ได้ฟื้นตัวในระยะข้างหน้าสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยจะคิดหาวิธีการที่จะดำเนินการทางการเมืองใดๆต่อไป

“ผมคิดว่าหากจะมีพระราชกฤษฎีกา ควรจะเป็นพระราชกฤษฎีกาที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งใดๆทางการเมืองมาก จนเกิดการปะทะที่รุนแรง และทำให้เสียภาพพจน์ต่อประเทศไทยและอุตสาหกรรมฯเป็นภาพรวม"



ต่อข้อถามที่ว่า จะฟันธงได้ว่า พ.ร.ฎ.อภัยโทษจะเกิดความขัดแย้งแน่นอน ความอ่อนไหวหรือความเคลื่อนไหว จะเป็นโอกาสเหมาะที่จะเกิดการรัฐประหารได้หรือไม่ นายกงกฤชกล่าวว่า ภาคเอกชนคิดอยู่เสมอว่า เมืองไทย โอกาสของการทำรัฐประหารดูจะมีโอกาสอยู่ทุกๆระยะ แต่ความเห็นด้วยกับการทำปฏิวัติ จะไม่สนับสนุน เพราะว่าดูแล้วจะเป็นการบั่นทอนระบบเศรษฐกิจของประเทศ และนานวันเข้านานาประเทศจะไม่ให้การยอมรับ ตนคิดว่าการทำปฏิวัติ คงคิดกันว่ามีโอกาส แต่ถามว่าอยากเห็นหรือไม่ คงไม่อยากเห็นบ้านเมืองมีความขัดแย้งจนถึงการนำไปสู่การปฏิวัติ รัฐประหารอีกครั้ง

ส่วนปัญหาการออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษ เพื่อคนเดียว จนมีการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มสนับสนุน และกลุ่มต่อต้านเตรียมยื่นฎีกานั้น นายกงกฤชกล่าวว่า เรื่องการดูแลให้เกิดความยุติธรรมต่อคนไทยทุกฝ่าย เป็นเรื่องที่น่าจะต้องกระทำ ซึ่งคิดว่าสังคมไทยคงจะต้องดูแลให้เกิดความยุติธรรมเท่าเทียมกันกับทุกคนในประเทศไทย


สำหรับแนวคิดการย้ายเมืองหลวงในโอกาสน้ำท่วมใหญ่นั้น นายกงกฤชกล่าวว่า ในฐานะนักธุรกิจ โดยส่วนตัวคิดว่า เห็นด้วย คำว่าเมืองหลวง ขอว่าเป็นเมืองราชการ ย้ายออกไปจากเมืองเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวน่าจะดี เพราะหากมีการแสดงออกทางการเมือง เกิดความขัดแย้งกัน เช่น มีการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา สิ่งเหล่านี้จะไม่มีกระทบต่อภาพลักษณ์ของเมืองเศรษฐกิจ เช่น กรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ ฉะนั้นตนคิดว่าเป็นการแยกกิจกรรมทางการเมือง กิจกรรมในการบริหารประเทศออกไปกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเมืองไทยขณะนี้ ทุกอย่างปนกัน จึงทำให้สูญเสียโอกาส ฉะนั้นถ้ามีการแสดงออกซึ่งความขัดแย้งทางการเมือง หรือการชุมนุมทางการเมือง อยากจะเห็นว่ามันจะได้ไปเกี่ยวข้องกับเมืองที่เป็นราชการ มีรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ไปอยู่ในสถานที่ใหม่ ที่ไม่ห่างไกลมากนักและเดินทางสะดวก โดยส่วนตัว อยากจะเห็นว่าอยู่ในบริเวณที่ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน เชื่อมต่อกัน 3 ภาคได้โดยสะดวก น่าจะเป็นเรื่องดี และเชื่อมต่อกับกรุงเทพฯได้ภายในระยะเวลาไม่ยาวนานนัก เพราะเป็นพื้นที่ 80% ของพื้นที่ของประเทศไทย มีประชากรอาศัยอยู่มาก ส่วนตัวดูแล้ว อย่าง จ.สระบุรี

Comment

Comment:

Tweet

พ.ร.ฎ.อภัยโทษ กลายเป็นปรองดองซะแล้งซิ...

#1 By วิชัย (103.7.57.18|180.183.68.81) on 2012-10-13 10:08