Education

สธ.ร่วมทำบุญประเทศวัดพนัญเชิง อยุธยา แจงของบอีก 700 ล้านฟื้นฟูน้ำท่วมระยะ 3 ทำคู่มือความรู้ฉบับพกพาการป้องกันโรคและวิธีทำความสะอาดหลังน้ำลด แจกผู้ประสบอุทกภัย ด้านยอดผู้ป่วยพุ่งเกิน 2 ล้าน... 

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัด สธ. เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตภาวนา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดิน หลังจากประสบภัยน้ำท่วม ที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย พร้อมแจกยาชุดน้ำท่วมและถุงยังชีพ ที่หอประชุมเทศบาลนครหลวง และ อบต.แม่ลา อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา

นายวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่ภูมิภาคตอนบนของประเทศไทย มีระดับน้ำลดลงมาก กำหนดเป็นพื้นที่เข้าสู่ระยะฟื้นฟู ได้เร่งรัดให้กำหนดวันเริ่มดำเนินการฟื้นฟู เยียวยา โดยมีตัวชี้วัดด้านต่างๆ ดังนี้ 1.ด้านระบบบริการในโรงพยาบาลเร่งฟื้นฟูให้เปิดบริการได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาการขาดยาเวชภัณฑ์ 2.ระบบการควบคุมป้องกันโรค 3.ความสะอาดปลอดภัยอนามัยสิ่งแวดล้อม กำจัดแหล่งน้ำเน่าเสีย ขยะ ฉีดพ่นกำจัดไข่แมลงวัน ยุง แมลงสาบ ซึ่งเป็นพาหนะนำโรค 4.การดูแลสุขภาพจิตผู้ประสบภัย และ 5.การมีส่วนร่วมโดยปฏิบัติการของอาสาสมัครสาธารณสุข โดยมีเป้าหมายฟื้นฟู ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดเหมือนกันทุกพื้นที่ภายใน 45 วันหลังดำเนินการ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้เน้นเป็นพิเศษ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน โดยให้รายงานความคืบหน้าต่อเนื่อง ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ของบประมาณฟื้นฟูระยะที่ 3 จำนวน 700 ล้านบาท คาดว่าจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า เพื่อใช้ในการดำเนินงานฟื้นฟูหลังน้ำลดให้เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าการเลี้ยงทารกด้วยนมแม่เป็นสุดยอดอาหารสำหรับลูกน้อย เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการหลากหลาย แต่น่าเสียดายว่า ของดีอย่างนี้กลับถูกละเลย ในเมืองไทยมีคุณแม่แค่เพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถให้นมแม่แก่ลูกได้

ข้อมูลของ สำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย (สสท.) พบจากการสำรวจสภาวะสุขภาพประชากรไทย ครั้งที่ 4 พ.ศ.2551-2552 พบว่า

มีเด็กไทย เพียงร้อยละ 7.1 ที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน ร้อยละ 31.1 ที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 3 เดือน ส่วนเด็กไทยที่มีโอกาสกินนมแม่ตั้งแต่แรกคลอดจนถึง 1 ปี 11 เดือนนั้น มีเพียงร้อยละ 23.6 เท่านั้น

หนึ่งในเคล็ดลับเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้สำเร็จคือ การให้ทารกดูดนมแม่ให้เร็วที่สุด หมายถึงดูดทันทีหลังคลอด เพื่อให้ทารกได้รับ หัวน้ำนม  (Colostrum) ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่นอกจากมีโปรตีนสูง  มีคาร์โบไฮเดรต และไขมันต่ำแล้ว ยังอุดมด้วย “สารภูมิคุ้มกัน” ที่ช่วยปกป้องทารกจากภาวะเจ็บป่วยได้

ข้อมูลของไอโอวา สเตท ยูนิเวอร์ซิตี้ เอ็กซ์เทนชั่น เซอร์วิส พบว่า นมแม่ 1 ช้อนชา มีเซลล์ที่ฆ่าเชื้อโรคได้ถึง 3,000,000 เซลล์ฉะนั้น ถ้าลูกได้กินนมแม่แค่วันละ 1 ช้อนชา ก็ยังมีคุณค่าอยู่ดี

สำหรับเด็กไทยนั้นจากการสำรวจครั้งเดียวกัน พบว่า มีทารกที่ได้ดูดหัวน้ำนมใน 2-3 วันแรกหลังคลอด ถึงร้อยละ 86.9 ส่วนที่ได้กินนมแม่แต่แรกเกิด ร้อยละ 91.2

แต่สภาพน่าชื่นใจอย่างที่ว่านั้น ไม่ได้คงทนถาวร เพราะข้อมูลที่สรุปให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า หลัง 2 ขวบ เด็กเมืองได้กินนมแม่เหลือแค่ 2 จาก 10 คน แต่เด็กชนบทมีโอกาสได้รับนมแม่จนถึงอายุ 2 ขวบ มีมากกว่าเด็กเมืองเกือบร้อยละ 3

ไม่ว่าข้อจำกัดในการให้ “นมแม่” แก่ทารกจะเป็นอะไร แต่ขอย้ำกันอีกทีว่า เด็กกินนมแม่จะมีพัฒนาการทางสมองและอารมณ์ที่ดีกว่าเด็กที่กินนมผสม เนื่องจากขณะลูกดูดนมจะทำให้ระดับฮอร์โมนออกซิโตซินของแม่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งผลดีต่อแม่และลูก คือทำให้แม่จิตใจอ่อนโยน และส่งผลให้ลูกอารมณ์ดี

อีกทั้งขณะที่ลูกดูดนมแม่ ประสาทสัมผัสทุกส่วนของลูกก็จะถูกกระตุ้นให้เกิดการทำงาน ที่สำคัญลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมของแม่ด้วย.

ศึกษาพบว่า  เหตุที่มนุษย์ดึกดำบรรพ์วิวัฒนาการเจริญล้ำหน้ามาได้  อาจเป็นเพราะรู้วิธีหุงต้มเนื้อสัตว์ให้สุก เพราะเนื้อสุกให้แรงงานได้มากกว่าเนื้อดิบ

นักวิทยาศาสตร์ราเชล คาร์โมดี้ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ ได้ทดลองเลี้ยงหนู 2 ฝูง ด้วยเนื้อสัตว์ หรือมันเทศ ด้วยการปรุงแบบต่างๆกันออกไป เช่น ให้กินดิบๆ กับให้กินดิบๆแต่บดละเอียด โดยคอยตรวจวัดดัชนีมวลร่างกาย ตลอดจนการออกกำลังด้วยการถีบจักรโดยละเอียด ผลปรากฏว่า หนูที่กินเนื้อที่สุกแล้ว จะได้พลังงานมากกว่าหนูที่กินเนื้อดิบ

เขาเปิดเผยผลการศึกษาว่า “มันน่าแปลกใจว่า เราไม่มีความเข้าใจในคุณสมบัติพื้นฐานของอาหารที่กินเลย เราไม่เคยรู้ว่าอาหารที่เราปรุงโดยการบด หั่น เฉือน หรือทุบ ทำให้เราได้พลังงานจากมันมากน้อยสักเท่าใด โดยเฉพาะให้พลังงานมากเท่าไร”

มนุษย์ดึกดำบรรพ์กินเนื้อสัตว์ดิบๆ มาเมื่อ 2.5 ล้านปี และหันมาหุงต้มให้สุกเมื่อ 1.9 ล้านปีมานี่เอง ตั้งแต่นั้นมาก็มีร่างกายโตใหญ่ และสมองก็มีความซับซ้อน ช่วยให้สามารถวิ่งได้ไกลขึ้น “ทั้งนี้ เพราะการกินเนื้อที่สุกแล้วทำให้มนุษย์ยุคเริ่มแรกมีพลังมากขึ้น”.